ส่องกาสิโนดังในสิงคโปร์ ทำได้จริงหรือ แนวคิด เล่นการพนันอย่างรับผิดชอบ

คําพูดของ ลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เมื่อ 10 ปีที่แล้วที่ว่า "เราไม่ได้คำนึงถึงกาสิโน แต่เรานึกถึงรีสอร์ตแบบครบวงจร ซึ่งเป็นอะไรที่แตกต่างและเราควรให้คำจำกัดความมันว่า สถานที่พักผ่อนและศูนย์รวมความบันเทิงและธุรกิจ"

จากการถกเถียงในภาคสังคมสิงคโปร์มากว่า 20 ปี กับประเด็นความเหมาะสมของกาสิโนถูกกฎหมายในสิงคโปร์จนที่สุดเมื่อปี 2548 รัฐสภาตัดสินใจเลือกนโยบายพัฒนาธุรกิจกาสิโนให้เป็นรูปแบบผู้นำเเห่งรีสอร์ตครบวงจร พร้อมเป็นศูนย์กลางการเงินและธุรกิจระหว่างประเทศ เพื่อทดแทนการไม่มีทรัพยาการทางธรรมชาติ

รัฐบาลอนุญาตให้เปิดกาสิโนอย่างถูกกฎหมายในสิงคโปร์เป็นระยะเวลา 10 ปี จากการยื่นประมูลแข่งกันหลายเจ้า

ท้ายสุดตกเป็นของ "เเซนด์ส" กลุ่มบริษัทกาสิโนในตำนานจากดินแดนลาสเวกัส

มาจนถึงวันนี้ สัญญากำลังจะสิ้นสุดลงในปี 2017 แม้จะได้ยินเสียงมั่นอกมั่นใจจากกลุ่มแซนด์สว่าจะได้ดำเนินกิจการต่อไป เพียงแต่มองว่าจะมีคู่แข่งรายอื่นเพิ่มเข้ามา เพราะเห็นได้ว่าสิงคโปร์ติดใจและต้องการขยายธุรกิจนี้ให้เป็นจุดเด่นของประเทศ

ตัวเลขที่รายงานจาก ไพรซ์ วอเตอร์เฮาส์ กลายเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าสิงคโปร์อาจติดใจในธุรกิจนี้

เพราะสถิติระบุว่าเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตของธุรกิจกาสิโนถูกกฎหมายมากที่สุดในโลก

โดยมีอัตราเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 20% ซึ่งรัฐบาลสิงคโปร์กวาดรายได้จากสัดส่วนกาสิโนของ มาริน่า เบย์ แซนด์ ไปแล้วกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการเก็บภาษีการพนันที่มีการเก็บภาษีจากผู้เล่นวีไอพี 5% และผู้เล่นทั่วไป 15%

โดยรัฐบาลฟันรายได้จากรีสอร์ตครบวงจรทั้ง 2 แห่งในสิงคโปร์ รวมกันถึง 1.5% ของจีดีพีประเทศ

ย้อนไปดูในอดีต ลาสเวกัส แซนด์ส หอบเงินกว่า 5.6 ล้านเหรียญสหรัฐ มาลงทุนในสิงคโปร์ประเทศแรกในเอเชีย เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวมีกำลังซื้อและนักธุรกิจ พ่วงการสร้างอาณาจักรแหล่งรวมสิ่งอำนวยความสะดวกเเละความบันเทิงไว้แห่งเดียว บนตึกสูง 57 ชั้น แยกเป็น 3 อาคาร โดยชั้นบนสุดจัดเป็นไนต์คลับเเละสระว่ายน้ำที่ดีไซน์ให้มีรูปร่างคล้าย "เรือ"

"แดน ราวิฟ" ที่ปรึกษาพิเศษของกลุ่มแซนด์ส เล่าว่า เป็นเรื่องฮวงจุ้ย ถือว่าเป็นเรือนำโชคดึงดูดเงินตรา สื่อความหมายว่าเป็น "เรือลอยล่องมาหาความมั่งคั่งที่ดินแดนสิงคโปร์จากจีนแผ่นดินใหญ่" เป็นแลนด์มาร์กเคียงคู่กับสิงโตพ่นน้ำที่หลายคนรู้จักกันดี

ส่วนของ "กาสิโน" จะอยู่ในส่วนของชั้นใต้ดิน ในโซนเดียวกับพวกร้านค้าแบรนด์หรูต่างๆ โดยให้เหตุผลว่าไม่อยากจะโชว์ในส่วนของกาสิโนให้เด่นมากนัก อยากให้มองกลืนๆ ไปกับแหล่งบันเทิงอื่นเสียมากกว่า

โดยออกแบบบริเวณขุมทองของนักเสี่ยงโชคออกเป็น 4 ชั้น ตามกลุ่มผู้เล่นที่แตกต่างกันไป

สำหรับลูกค้าที่เป็นบุคคลทั่วไป ไม่ถึงขั้นเป็นมืออาชีพ จะอยู่ในบริเวณชั้นหนึ่งและชั้นสอง กำหนดอายุของผู้เข้ากาสิโนที่ 21 ปีบริบูรณ์ มีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบการเข้าใช้บริการของชาวต่างชาติ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เดินเข้าฟรีๆ เพียงถือพาสปอร์ต

แต่สำหรับบุคคลที่ถือสัญชาติสิงคโปร์ จะต้องเสียธรรมเนียมค่าเข้า 100 เหรียญสิงคโปร์ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 2,500 บาท ในเวลาเพียง 24 ชั่วโมงแบบต่อเนื่องกัน หรือจะเลือกค่าเข้ารายปีที่ต้องจ่ายถึง 2,500 เหรียญสิงคโปร์ หรือประมาณ 50,000 บาท

โดยสาเหตุที่ต้องตั้งราคาค่าเข้าแพงเพื่อกีดกันชาวสิงคโปร์ไม่ให้มัวเมาในการเสี่ยงโชค ถือเป็นหนึ่งในมาตรการปกป้องคนท้องถิ่นจากการเสพติดการพนัน

และใช่ว่าลูกค้าระดับ "วีไอพี" ของกาสิโนจะเป็นกันได้ง่ายๆ ไม่เพียงเป็นเศรษฐีมีสตางค์แล้วจะมีสิทธิ์ แต่ต้องได้รับเทียบเชิญจากทางกาสิโน โดยต้องเป็นผู้ที่มีบัญชีการเล่นกาสิโนไม่ต่ำกว่า 1 แสนเหรียญสิงคโปร์

มีประเด็นที่น่าสนใจ เมื่อ ปี 2556 ดร.โบ เบิร์นฮาร์ด หนึ่งในผู้บริหารของสถาบันการพนัน จากมหาวิทยาลัย เนวาดา ลาสเวกัส ได้เปิดโครงการ "Responsible Glambling Ambassador หรือ RGA" ขึ้น เพื่ออบรมพนักงานที่ต้องทำงานประจำอยู่ในพื้นที่กาสิโนของกลุ่มแซนด์สให้สามารถสื่อสารและช่วยเหลือลูกค้าที่เริ่มมีสัญญาณเกิดความเครียดจากการพนัน

โดยกลุ่มพนักงานจะได้รับการเทรนจากผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้เกี่ยวกับ "การเล่นพนันอย่างรับผิดชอบ"

ในด้านภาพลักษณ์ มารีน่า เบย์ แซนด์ส ประกาศเป็นกาสิโนที่รณรงค์การเล่นพนันอย่างรับผิดชอบ ภายในกาสิโนจะมีสื่อต่างๆ เช่น การ์ด โบรชัวร์ ป้ายและสติ๊กเกอร์ติดอยู่ตามที่ต่างๆ ทั่วทุกมุม ไม่เว้นแม้แต่ในห้องน้ำที่สามารถต่อสายตรงไปยังศูนย์ช่วยเหลือได้ทันทีหากมีปัญหาสภาพจิตใจจากการเล่นพนัน

"ไรเซน ทาน" ผู้อำนวยการศูนย์การเล่นการพนันอย่างรับผิดชอบ กล่าวว่า กาสิโนของมารีน่า มีโปรแกรมที่เรียกว่า "Self-Limit" คือ การเล่นตามความสมัครใจ

ผู้เล่นสามารถตั้งค่าบัญชีล่วงหน้าและกำหนดวงเงินที่จะใช้เล่นได้ที่เคาน์เตอร์ และต้องรอถึง 24 ชั่วโมงกว่าที่ลูกค้าจะเปลี่ยนใจเพิ่มหรือลดวงเงินอีกรอบได้

ความพยายามให้มีการเล่นอย่างมีสติ ยังมีกติกาที่กำหนดให้ผู้เล่นลงชื่อไว้ว่าตนเองจะสามารถเข้ามาเล่นได้กี่ครั้งในแต่ละเดือนหรือแต่ละปี

ทั้งยังมีกลไกที่ผู้เล่นสามารถบอกเจ้าหน้าที่ให้พาตนเองออกไปจากกาสิโนหรือลงชื่อห้ามไม่ให้ตัวเองเข้ากาสิโนตลอดไปเลยก็ได้ โดยจะสามารถเปลี่ยนใจได้ก็ต้องรออีก 1 ปี

โดยกาสิโนจะปฏิเสธลูกค้าที่ฝ่าฝืนทำพฤติกรรมต่างๆ ไม่ให้กลับเข้ามาใช้บริการได้อีก

เช่น เข้าใช้บริการโดยใช้เอกสารปลอม มีอาการมึนเมา ละเลยบุตรหลานขณะเล่นการพนัน แสดงกิริยาไม่เหมาะสมโดยชี้ให้เห็นว่ากำลังติดการพนันอย่างรุนแรง และนอนหลับในกาสิโน

ผอ.ศูนย์การเล่นการพนันอย่างรับผิดชอบ กล่าวอีกว่า โครงการเล่นการพนันอย่างรับผิดชอบได้ร่วมมือกับทางรัฐบาลสิงคโปร์ในการกำหนดไม่ให้ชาวสิงคโปร์ผู้มีประวัติเสียหายทางการเงินถึงขั้นเป็นบุคคลล้มละลายหรือบุคคลที่ยังต้องคอยรับเงินสงเคราะห์จากรัฐบาลเข้าใช้บริการ

และถ้าหากมีบุคคลในครอบครัวของลูกค้าเข้ายื่นความจำนงกับทางกาสิโนไม่ให้สมาชิกในครอบครัวมาเล่นการพนัน บุคคลนั้นก็จะไม่สามารถเข้าใช้บริการได้อีกเลย

สำหรับตัวเลขประชากรที่ต้องงดเข้าไปภายในกาสิโน แบ่งเป็นการแจ้งโดยครอบครัวที่ต้องการกันสมาชิกไม่ให้เข้าไปเสี่ยงโชค มีจำนวนทั้งสิ้น 1,932 คน

ลูกค้าแจ้งสมัครใจเอง มีจำนวนทั้งสิ้น 200,785 คน แบ่งเป็นคนสิงคโปร์และผู้อยู่อาศัยถาวร 15,497 คน และชาวต่างชาติจำนวน 185,288 คน (ข้อมูลเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2558)

และมีผู้ที่ห้ามเข้ากาสิโนเนื่องจากมีปัญหาการเงินและเป็นบุคคลล้มละลาย จำนวน 47,780 คน

ขณะที่ในภาครัฐ รัฐบาลสิงคโปร์มีการจัดการที่เข้มงวด โดยจัดตั้งองค์การภาครัฐเข้ามาดูแลเรื่องการพนันโดยเฉพาะ เช่น องค์กรควบคุมกาสิโน สมาคมด้านปัญหาจากการพนัน และศูนย์บริการจัดการการเสพติดแห่งชาติ เป็นต้น

สารพัดวิธีการรับมือของรัฐบาลสิงคโปร์ จากการเปิดกาสิโนถูกกฎหมาย ด้วยการตั้งหน่วยงานและวางกติกาเช่นนี้ ต้องตั้งคำถามกลับมาที่ประเทศไทย ที่ประเด็นกาสิโนถูกกฎหมายกลายเป็นประเด็นคลาสสิคที่พูดกันกี่สิบปีก็ไม่เคยมีข้อสรุป

และคำตอบว่า ถ้าภาครัฐของเราไม่เข้มงวด เช่นรัฐบาล "บ้านเขา" จะเกิดผลกระทบและมีปัญหาสังคมอย่างไร และไทยพร้อมจริงๆ หรือไม่

กระแสไอเดียกาสิโนถูกกฎหมาย ถูกจุดให้ฮือฮามาเป็นพักๆ และล่าสุดล้มโต๊ะไปแล้ว หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ยื่นคำขาดว่าไม่มีการเปิดบ่อนถูกกฎหมายในรัฐบาลชุดนี้อย่างเเน่นอน

แต่ก็น่าเชื่อว่าจะยังคงเป็นเรื่องไม่แน่นอนในรัฐบาลต่อๆ ไป

อนาคตอาจจะมีการทำประชามติก็เป็นได้ ว่าคนไทยจะ "เอา" หรือ "ไม่เอา" กาสิโนถูกกฎหมาย