ลือหึ่ง! ทุนต่างชาติดอดพบบิ๊กตู่ผุดกาสิโนในไทย

 

ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวว่าแม้ภาพรวม เศรษฐกิจและการลงทุนขณะนี้ยังชะลอตัว แต่จากที่นักลงทุนต่างชาติมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการพัฒนาการท่อง เที่ยวและธุรกิจบริการ ทำให้กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ข้ามชาติหลายกลุ่มสนใจเข้ามาลงทุนพัฒนาโครงการ อสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ครบวงจร โดยเฉพาะหลังรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีแนวคิดจะนำที่ดินแปลงใหญ่ย่านมักกะสัน ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) มาพัฒนาสร้างรายได้แก้ปัญหาภาระหนี้สินของ ร.ฟ.ท.ที่มีกว่า 1.1 แสนล้านบาท ปรากฏว่าทุนต่างชาติหลายกลุ่มขานรับนโยบายดังกล่าว

ดอดพบพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผุดกาสิโนในไทย

รายงาน ข่าวระบุว่า ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมากลุ่ม SAND Group ในเครือกลุ่มบริษัท Las Vegas Sands Corporation จากสหรัฐ ที่พัฒนาโครงการมารีน่าเบย์ แซนด์ส ในสิงคโปร์ นักลงทุนด้านสถานบันเทิงและบริการการท่องเที่ยวขนาดใหญ่จากสหรัฐ รู้จักกันในนาม นักพัฒนากาสิโนรายใหญ่ของโลก ได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.แสดงความสนใจลงทุนพัฒนาสถานบันเทิงและบริการท่องเที่ยว และกาสิโนครบวงจร ในพื้นที่มักกะสันหรือพื้นที่อื่นที่มีความเหมาะสม อย่างไรก็ตามเป็นการหารือ เบื้องต้น โดยนายกฯแค่รับฟังข้อมูลโดยไม่มีการตอบรับหรือปฏิเสธ ขณะเดียวกันมี ทุนต่างชาติกลุ่มอื่นแสดงความสนใจลงทุนพัฒนาโครงการย่านมักกะสันด้วย ทั้งกลุ่มทุนจากอังกฤษ ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ส่วนนักลงทุนไทยที่สนใจ อาทิ กลุ่มคิง เพาเวอร์ ไทยเบฟเป็นต้น

ทุนต่างชาติแย่งเค้กที่ดินมักกะสัน แหล่งข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า ที่ดินย่านมักกะสันเนื้อที่ 497 ไร่ ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติหลายราย ก่อนหน้าที่รัฐบาลชุด ปัจจุบันจะกำหนดพื้นที่พัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียว หรือปอดของคนกรุงเทพฯ มีบริษัท โมริ จากประเทศญี่ปุ่น มานำเสนอโครงการโดยจะพัฒนาเป็นศูนย์กลางการเงิน โมเดลเดียวกับที่ลงทุนในประเทศจีน 

ส่วนบริษัท MRCB LAND จากประเทศมาเลเซีย ได้นำเสนอแนวคิดการพัฒนาต่อ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เช่นเดียวกัน โดยจะพัฒนาโครงการรูปแบบเชิงพาณิชยกรรมครบวงจร โดยรอบสถานีมักกะสัน คอนเซ็ปต์เดียวกันกับโครงการ KL Sentral  กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย โดยพัฒนาเป็นเมืองเล็ก ๆ ประกอบด้วย โรงแรม ห้างสรรพสินค้า และที่พักอาศัย เพราะมองว่าที่ดินมักกะสันเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูงสามารถพัฒนาได้ ซึ่ง พล.อ.อ.ประจินชี้แจงกับบริษัทว่า นโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันจะเน้นพัฒนาสวนสาธารณะเป็นหลักมากกว่า สำหรับกระแสข่าวที่มีกลุ่ม SAND Group นักลงทุนจากประเทศสิงคโปร์ กลุ่มเดียวกับกลุ่มบริษัท ลาสเวกัส แซนด์ คอร์ป สนใจจะมาพัฒนาเป็นรูปแบบเดียวกับ "มารีน่าเบย์ แซนด์ส" นั้น กระทรวงคมนาคมยังไม่ได้รับการติดต่อ  โดยล่าสุดอยู่ระหว่างจ้างที่ ปรึกษาประเมินราคาที่ดิน มูลค่าทรัพย์สิน และค่าเสียโอกาสที่ ร.ฟ.ท.จะได้รับ คาดว่าจะนำเสนอข้อสรุปเบื้องต้นต่อ พล.อ.อ.ประจิน รมว.คมนาคม และหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช พิจารณาในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ 

แนวคิดการพัฒนารูปแบบมารีน่าเบย์ แซนด์ส ก็มีความเป็นไปได้ เพราะคอนเซ็ปต์การพัฒนาจะคล้ายกับนโยบายของ คสช. คือจะแบ่งพื้นที่การพัฒนา 3 ส่วน คือ พิพิธภัณฑ์ 30 ไร่ พื้นที่สวน 150 ไร่ และพื้นที่เชิง พาณิชยกรรม เฟสแรก 140 ไร่อาจจะมีการสร้างตึกสูงเพื่อให้เป็นแลนด์มาร์ก ขึ้นอยู่กับการออกแบบของกรมธนารักษ์ และเอกชนที่สนใจ และนำเสนอโครงการ" สอดคล้องกับที่ นายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการสคร. ก่อนหน้านี้ว่า ที่ประชุมคนร. เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม กับกระทรวงการคลัง พิจารณานำที่ดินโครงการมักกะสันมาพัฒนา เพื่อแลกกับหนี้ที่ ร.ฟ.ท.มีทั้งหมดประมาณ 1.1 แสนล้านบาท ส่วนจะลดภาระหนี้ได้เท่าใดหลังมีการพัฒนาตามโมเดลใหม่อยู่ระหว่างศึกษา แต่หากไม่เพียงพอจะพิจารณาที่ดินแปลงอื่นด้วย เช่น สถานีแม่น้ำ 277 ไร่ และบริเวณ กม.11 จำนวน 359 ไร่ 

"ที่ดินมักกะสันจะต้องแบ่งพื้นที่ เป็นปอดคนกรุงเทพฯ การพัฒนาเชิงพาณิชย์อาจจะมีไม่มาก ทางกรมธนารักษ์ต้องให้ที่ปรึกษาออกแบบการพัฒนาและการใช้ประโยชน์ที่ดินให้ สอดคล้องกับนโยบาย ความตั้งใจของรัฐบาลอยากจะให้เหมือนกับโครงการมารีน่าเบย์ของสิงคโปร์"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการ มารีน่าเบย์ แซนด์ส เป็นรีสอร์ตขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ที่อ่าวมารีน่า ประเทศสิงคโปร์ นับเป็นอาคารที่มีมูลค่าแพงที่สุดในโลก ประมาณ 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากราคาที่ดินในบริเวณดังกล่าวที่มีมูลค่าสูง พัฒนาโดยบริษัทลาสเวกัสแซนด์ส ประกอบด้วย โรงแรม ศูนย์การค้า กาสิโน โรงละคร ศูนย์ประชุม และพิพิธภัณฑ์

ผู้สื่อข่าวถาม พล.อ.อ.ประจิน ถึงกรณีกลุ่ม SANS Group จะเสนอโครงการพัฒนาที่ดินมักกะสันเป็นกาสิโน พล.อ.อ.ประจินกล่าวสั้น ๆ ว่า..ยังไม่มี และไม่ได้รับการติดต่อแต่อย่างใด

อนึ่ง สำหรับแผนพัฒนาโครงการที่ดินย่านมักกะสัน ตามผลการศึกษาเดิมของ ร.ฟ.ท. ก่อนที่รัฐบาล คสช.จะเข้ามาบริหารประเทศ มีแนวคิดพัฒนาเป็นซูเปอร์คอมเพล็กซ์ มูลค่าโครงการกว่า3 แสนล้านบาท แบ่งการพัฒนาเป็น 4 โซนประกอบด้วย

1.โซนเอ พื้นที่ 139.82 ไร่ เป็นส่วนธุรกิจการค้า 

2.โซนบี มีพื้นที่ 117.31 ไร่ เป็นส่วนธุรกิจสำนักงาน 3.โซนซีพื้นที่ 151.40 ไร่ เป็นส่วนแสดงสินค้า และ 4.โซนดี มีพื้นที่ 88.58 ไร่ เป็นส่วนบางกอกแฟชั่น 

ด้าน นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ปฏิเสธในทำนองเดียวกันว่า ไม่มีนักลงทุนรายใดเข้าพบนายกฯ เพื่อหารือถึงเรื่องการลงทุนในพื้นที่มักกะสัน และถึงขณะนี้ตนก็ไม่เห็นมีนักลงทุนแสดงความสนใจเข้ามาลงทุนในพื้นที่ดัง กล่าวขณะ ที่แหล่งข่าววงในรัฐบาลระบุว่า นักลงทุนที่สนใจพื้นที่มักกะสัน หากเป็น มารีน่าเบย์ แซนด์ส ก็คือกลุ่มเดียวกับที่ลงทุนอยู่ในสิงคโปร์และมาเลเซีย และในอดีตทางคิง เพาเวอร์ กับอิตาเลียน-ไทย ก็เคยชักชวนนักลงทุนกลุ่มนี้มาลงทุนในจังหวัดภูเก็ต อย่างไรก็ตามการเข้ามาของกลุ่มนี้ น่าจะสนใจรับทำมาสเตอร์แพลนการใช้ประโยชน์พื้นที่มากกว่า ก่อนหน้านี้ นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นที่ปรึกษาภายนอก เข้ามาประเมินราคาทรัพย์สินของ ร.ฟ.ท. ในส่วนของที่ดินมักกะสัน ก่อนจะโอนแลกหนี้กับกระทรวงการคลัง จะได้ข้อสรุปประมาณ 30 วันหลังจากนี้