การพิชิตบาคาร่าออนไลน์ด้วยสูตร Circle of 13

 

สำหรับการให้ความสำคัญกับเรื่องการนำเทคนิคหรือสูตรการเล่น " บาคาร่าออนไลน์ " มาใช้ในการเสี่ยงโชคนั้นก็ถือว่าเป็นค่านิยมที่นักแสวงโชครุ่นใหม่หัวดิจิตอล มักไม่พลาดจะเลือกเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้ของยุคไฮเทคเหล่านี้เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าเทคนิคการพนันและการเดิมพันในทุกวันนี้นั้นไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อมอย่างอดีตที่การเผยแพร่จะบอกต่อเฉพาะผู้คนที่สนิทกันเท่านั้น ซึ่งวันนี้ทางเว็บ  CasinoTouring.com ขอนำเสนอเทคนิคทำเงินในเกมบาคาร่าออนไลน์โดยใช้สูตร "Circle of 13 โดยมีเนื้อหาดังด้านล่างนี้ค่ะ 

สำหรับ สูตร Circle of 13 นั้นคือ นำไพ่ใบที่ 2 ของแต่ละฝั่งมาเปรียบเทียบกันว่า ฝั่งไหนมีแต้มมากกว่ากัน ให้เราแทงฝั่งนั้น โดยยึดการนับแต้มจากน้อยไปหามากคือ 2 ถึง K ยกตัวอย่างเช่น

ตัวอย่างที่หนึ่ง :   "เพลเยอร์ "   = 5 , Q >  "แบงเกอร์ "  =  5, Q โดยตาต่อไปให้เราแทงฝั่ง " แบงเกอร์ "   ได้เลย
สำหรับในตัวอย่างนี้ไพ่ใบสุดท้ายฝั่ง  เพลเยอร์  คือ 4 และส่วนฝั่ง แบงเกอร์    นั้นคือ Q โดยตามกฎแล้วผู้เล่นต้องลงแทงฝั่ง แบงเกอร์  

ตัวอย่างที่สอง :  เพลเยอร์   = Q , 5 > "แบงเกอร์ "   =  Q , 5 โดยตาต่อไปให้แทงฝั่ง  " เพลเยอร์ " 
สำหรับในตัวอย่างนี้ไพ่ใบสุดท้ายฝั่ง "แบงเกอร์"   คือ..  Q และส่วนฝั่ง  "แบงเกอร์ "   นั้นคือ.. 5 โดยตามกฎแล้วต้องแทงฝั่ง " เพลเยอร์ "  ซึ่งจุดแข็งของสูตรนี้จะไม่โดนเค้าไพ่หลอกค่ะ โดยจุดอ่อนคือถ้าผลออกตรงข้ามกับสูตรนี้ติดต่อกันนานๆ ก็หมดตัวได้เช่นกัน

    
นอกจากนี้ผู้เล่นยังสามารถใช้กฎนับแต้มทวนเข็มนาฬิกามาใช้คือให้ดูไพ่ 2 ใบสุดท้าย ซึ่งไพ่ฝั่งใดแต้มน้อยให้แทงฝั่งนั้น ยกตัวอย่างเช่น

ตัวอย่างที่หนึ่ง : " เพลเยอร์ "    = 6 , Q >  "แบงเกอร์ "  = 6 , Q โดยตาต่อไปให้แทงฝั่ง " เพลเยอร์ " 
ตัวอย่างนี้ไพ่ใบสุดท้ายฝั่ง "เพลเยอร์"  คือ.. 6   ส่วนฝั่ง " แบงเกอร์ " คือ Q ตามกฎต้องแทง "เพลเยอร์ " 

ตัวอย่างที่สอง : " เพลเยอร์ "  = Q , 6 >  "แบงเกอร์"  = Q, 6 โดยตาต่อไปให้แทงฝั่ง " แบงเกอร์ "
ตัวอย่างนี้ไพ่ใบสุดท้ายฝั่ง " เพลเยอร์ "  คือ.. Q และส่วนฝั่ง " แบงเกอร์ " คือ.. 6 ตามกฎต้องแทง " แบงเกอร์ "

อย่างไรก็ดีหากผู้เล่นแทงผิดติดต่อกัน 5 - 6 เกมขึ้นไป แนะนำว่าควรหยุดดูทรงไพ่ก่อนว่าจะออกมาในลักษณะไหน เพื่อความแม่นยำในการแทง และพลาดน้อยที่สุด